วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Social Bookmark Marketing

บริการ ทำการตลาด ออนไลน์ ด้วย Social Bookmark

การทำตลาด ออนไลน์ โดยใช้ Social Bookmark เป็นวิธีการ SEO แบบหนึ่งที่ทรงพลังและ ได้รับความนิยมอย่างสูง และจะทำให้เวปไซต์หรือบทความ ติดใน Top search เช่น Google,Yahoo และ Bing

ประโยชน์ของ การทำตลาดออนไลน์ ด้วย Social Bookmarking
1.เพิ่มจำนวน Traffic และตรงกลุ่มเป้าหมาย
2.ติด Index ใน Search Engine อย่างรวดเร็ว
3.เพิ่ม อันดับ Keyword ใน Search Engine ได้มากขึ้น

1.ราคา 2,000 บาทต่อเดือน Submit สินค้า ให้ 10 รายการ submit 300+ Social bookmark website.
2.ราคา 3,000 บาทต่อเดือน Submit สินค้า ให้ 20 รายการ submit 300+ Social bookmark website.
3.ราคา 4,000 บาทต่อเดือน Submit สินค้า ให้ 30 รายการ submit 300+ Social bookmark website.

1.มีรายงานรายละเอียดการ submit ส่ง ในรูปแบบ Excel

สนใจติดต่อที่ ศิริพงษ์ 081-6325604 หรือ siripong.ngamnisai@gmail.com

สร้าง Backlink จากเว็บ Social Bookmark

การสร้าง Backlink จากการเข้าไปเพิ่มข้อมูลเว็บไซต์ของเราในเว็บไซต์ประเภท Social Bookmark เป็นวิธีในการทำ SEO แบบหนึ่งที่ทรงพลังและกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องการติดอยู่ใน Top Search อย่าง Google, Yahoo และ MSN


เว็บไซต์ประเภท Social Bookmark ได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในการเข้าไปหาข้อมูลต่างๆ และส่วนมากจะมีค่า PR ค่อนข้างสูง และมี Traffic ที่วิ่งเข้ามายังเว็บไซต์มาก นอกจากนี้ Bot ที่มาจาก Search Engine ยังขยันมาเก็บข้อมูลในเว็บไซต์เหล่านี้อีกด้วย ซึ่งโอกาสที่เว็บไซต์ของคุณจะถูก Bot เก็บข้อมูลเข้าไปในฐานข้อมูลนั้นก็มากตามไปด้วย และช่วยให้คุณสามารถปรับค่า PR ให้สูงขึ้นได้ด้วย

PR หรือ Page Rank คือ วิธีการจัดลำดับความสำคัญเว็บเพจทั่วโลกจาก Google การวัดค่าการจัดลำดับนี้ Google ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ 0-10 ยิ่งตัวเลขสูงเท่าไร ค่า PR หรือ Page Rank จะยิ่งสูงเท่านั้น และทำให้ได้รับการจัดลำดับผลลัพธ์จากการค้นหาในอันดับที่ดีจาก Google

เราสามารถทราบว่าเว็บไซต์ของเรา เว็บไซต์ต่างๆ หรือ Blog ต่างๆ มีค่า PR เท่าไร ได้โดยการดาวน์โหลดและทำการติดตั้ง Google Toolbar หลังจากติดตั้งเสร็จคุณจะสามารถเช็กค่า PR หรือ Page Rank ของเว็บไซต์ต่างๆ ได้โดยการเข้าไปที่เว็บไซต์นั้นๆ ซึ่งค่า PR จะปรากฏอยู่ใน Google Toolbar ที่ได้ติดตั้งลงไป

แต่ถ้าหากไม่ต้องการติดตั้งโปรแกรม Google Toolbar ก็สามารถตรวจสอบค่า PR ผ่านบริการแบบออนไลน์ได้ เช่นที่ http://www.showpagerank.net จะมีเครื่องมือต่างๆ ให้สามารถตรวจค่า Page Rank ได้ และยังมีเครื่องมือสำหรับการทำ Search Engine Optimization (SEO) อีกด้วย


วิธีการจัดลำดับ PR นั้น Google จะทำการคำนวณจากลิงก์ของเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมมายังเว็บไซต์เรา หรือหน้าโฮมเพจนั้นๆ ของเรา ลักษณะนี้เรียกว่า Inbound Link โดยจะคำนึงถึงคุณภาพของลิงก์ที่มา ถ้าหากคุณสามารถเชื่อมต่อลิงก์กับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกันก็จะทำให้ค่า PR สูงขึ้นได้ และถ้าหากเว็บไซต์ที่ทำการลิงก์มาหาคุณมีค่า PR สูงๆ คุณก็จะได้ค่า PR สูงตามไปด้วย เป็นทางลัดในการเพิ่มค่า PR

การเพิ่มค่า PR คุณสามารถดำเนินการได้โดยการเข้าไปขอเพิ่มลิงก์หรือเพิ่มไดเรกทอรีลิงก์มายังเว็บไซต์หรือ Blog ของคุณ ซึ่งการเข้าไปเพิ่มข้อมูลตัวเองในเว็บ Social Bookmark ชั้นนำที่มีค่า PR สูงๆ อย่าง digg.com, Slashdot.org, 2collab.com เป็นต้น ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเข้าไปเพิ่มข้อมูลตัวเองใน Blog ด้วยการเข้าไปคอมเมนต์ใน Blog ต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้ผลตอบกลับมาที่คุ้มค่ากับความเหนื่อยมากนัก แต่ก็อย่ามุ่งเป้าไปที่เว็บไซต์ที่มีค่า PR สูงๆ อย่างเดียวจนมองข้ามเว็บ Social Bookmark ที่ยังมีค่า PR ไม่สูงนักไปเพราะเว็บไซต์พวกนี้ถึงแม้แค่ PR จะยังน้อย แต่ในอนาคตก็มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การปรับระดับเพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้อาศัยแค่ Backlink เพียงอย่างเดียว คุณอาจมี Inbound Link มาหาคุณ 50 ลิงก์ในเดือนนี้ ทำให้คุณมีค่า PR ระดับ 3 แล้วเดือนหน้าคุณไปทำการเพิ่มลิงก์อย่างนี้อีกประมาณ 100 Inbound Link แต่การปรับระดับค่า PR ในครั้งต่อไปอาจไม่ทำให้คุณมีค่า PR เพิ่มจากระดับ 3 เป็นระดับ 4 เสมอไป เพราะต้องดูจากคุณภาพของลิงก์ที่เข้ามาและปัจจัยอีกหลายๆ อย่างประกอบกัน

ดันนั้นการใช้ Social Bookmark ในการทำ SEO จำเป็นต้องมีความขยันอย่างยิ่ง เพราะยิ่งคุณขยันเข้าไปเพิ่มข้อมูลในเว็บ Social Bookmark บ่อยเท่าไร มีบทความเข้าไปโพสต์บ่อยๆ (ไม่ใช่แค่ขยันโพสต์ที่เว็บไซต์ตัวเองอย่างเดียว) ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะได้ลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ของตัวเองมากเท่านั้น เพียงแต่ว่าถ้าคุณสมัครเป็นสมาชิกกับเว็บ Social Bookmark 50 แห่ง ก็ต้องทำการโพสต์ข้อมูลเรื่องเดียวกัน 50 ครั้ง เรียกว่าต้องใช้ทั้งความอดทนและความขยัน แต่ผลที่ได้กลับมาซึ่งก็คือ Backlink ที่วิ่งเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณนั้นถือว่าคุ้มค่าทีเดียว



ประเด็นสำคัญที่เราให้ความสนใจในการทำ SEO ผ่านเว็บไซต์ที่เป็น Social Bookmark คือ DoFollow และ NoFollow ซึ่งเป็นคำสั่งพิเศษ (Attribute) ที่ใช้กำกับในแทคลิงก์ เช่น
Image

โดยมีความหมายต่างกัน ดังนี้
- DoFollow หมายถึง ให้ Robot ของ Search Engine ไต่ตามลิงก์นี้ไปยังเว็บไซต์เป้าหมาย โดยการใช้ DoFollow จะมีผลทาง Backlink และยังให้ค่า PR ไปยังเว็บไซต์นั้นด้วย

- NoFollow หมายถึง ไม่ให้ Robot ของ Search Engine ไต่ตามลิงก์นี้ไปยังเว็บไซต์เป้าหมาย โดยการใช้ NoFollow จะมีผลทาง Backlink แต่จะไม่ให้ค่า PR ไปยังเว็บไซต์นั้นด้วย


การจะใช้คำสั่ง DoFollow และ NoFollow สามารถใช้ได้สองตำแหน่ง คือ ตำแหน่งของ Meta Tag เพื่อควบคุมทั้งหน้าเว็บไซต์ เช่น
Image
ส่วนอีกตำแหน่งคือตำแหน่งของ Tag
Image
ซึ่งอาจใช้กำกับเป็นบางลิงก์หรือทุกลิงก์ เช่น
Image


ส่วนวิธีการเข้าไปเพิ่มข้อมูลในเว็บไซต์ตัวเองบนเว็บ Social Bookmark เหล่านี้ ก่อนอื่นต้องเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์นั้นก่อน โดยแต่ละเว็บไซต์ก็มีขอบเขตในการให้ Robot จากเว็บ Search Engine วิ่งเข้าไปเก็บข้อมูลได้ต่างกัน เช่น บางแห่ง Robot สามารถเก็บข้อมูลให้เพิ่ม URL หลักไม่เก็บข้อมูลในหน้าย่อย บางแห่งให้เก็บเฉพาะหน้า Main Page บางแห่งเปิดให้ Robot สามารถติดตามไปได้ทุกหน้าเว็บไซต์ โดยการเข้าไปเพิ่มข้อมูลสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากใดๆ ทั้งสิ้น


นอกจากนี้ เบราเซอร์อย่าง Firefox สามารถเข้ามาช่วยในการทำ SEO ได้ด้วย โดยการใช้ Extensions ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ให้ใช้กันฟรีๆ โดยนำความสามารถของเครื่องมือที่มีให้เลือกใช้มากมายนี้มาเพิ่มความสามารถในการทำ SEO ของเราได้ ซึ่งฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมและค่อนข้างมีประโยชน์อย่างมาก ได้แก่

1. SEO Toolbar เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการค้นหาคู่แข่งและวิจัยตลาด อีกทั้งยังอำนวยความสะดวกสบายในการตรวจสอบคีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยม และตรวจสอบอันดับ

2. Rank Checker ตรวจสอบอันดับของเว็บไซต์ใน Search Engine อย่าง Google, Yahoo! Search และ Microsoft Live

3. Web Developer Toolbar เครื่องมือช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับนักพัฒนาเว็บไซต์ และการทำ SEO โดยเครื่องตัวนี้ทำให้สามารถจัดการ Cache, Cookies, Referrers, JavaScript, CSS ได้ง่ายขึ้น เช่น สามารถ Disable CSS บนหน้าเว็บเพจ เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของหน้าเว็บไซต์ถ้า Cookies ไม่ทำงาน

4. User Agent Switcher เป็นเครื่องมือที่ทำให้คุณสามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้เหมือนกับเป็น Google Bot ซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการตรวจสอบการทำงานของ Search Engine

5. Search Status เครื่องมือตัวนี้จะทำการแสดง Google PageRank, Alexa Rank, Compete Ranking และ SEOmoz Linkscape mozRank ซึ่งจะปรากฏที่ Status Bar ของเว็บเบราเซอร์ โดยจะมีเมนูให้เลือกใช้มากมาย การแสดงผลจะเหมือนกับหน้า Wikipedia ที่จะปรากฏแถบคำที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่ค้นหา

6. SEO Book Google Gadgets เครื่องมือชิ้นนี้จะยินยอมให้คุณวางเครื่องมือการทำวิจัยลิงก์ คีย์เวิร์ด และคู่แข่ง เอาไว้บนหน้าเว็บเพจของคุณโดยตรง หรือไม่ก็บนหน้า iGoogle ของคุณเอง

เครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยเอื้ออำนวยในการทำ SEO เหล่านี้ รวมทั้งความขยันในการเข้าไปเพิ่มข้อมูลในเว็บ Social Bookmark จะทำให้คุณสามารถมี Backlink กลับมายังเว็บไซต์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การจัดอันดับเว็บของคุณใน Search Engine ดีขึ้นตามไปด้วย

ที่มา:www.ecommerce-magazine.com

การทำตลาดด้วย Social Bookmarking (ตอนจบ)

เราจะสามารถนำ Social Bookmarking มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยทำการตลาดได้ในแง่ใดบ้าง? และเราจะใช้ปัจจัยอะไรในการวัดผลที่ได้จากการทำตลาดด้วย Social Bookmarking ยังเป็นสิ่งที่นักการตลาดรุ่นใหม่ต้องให้ความสนใจ เพื่อให้การทำตลาดออนไลน์ยุคนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ Social Bookmarking ในเบื้องต้นกันไปแล้วในฉบับที่ผ่านมา ซึ่ง Social Bookmarking เองก็เป็นสิ่งเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ที่ทั่วโลกได้เริ่มมีการศึกษารูปแบบการทำการตลาดแนวใหม่ผ่านออนไลน์

เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามักจะหาหนทางใหม่ๆ เพื่อสร้างการจราจรบนเว็บไซต์ แม้แต่การใช้ Blogs เข้ามาช่วย ด้วยเหตุนี้ Social Bookmarking จึงมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก นั่นหมายความว่า การทำบัญชีรายชื่อบนเว็บไซต์สามารถสร้างความถี่ของผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้สูงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การจะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้นๆ จะต้องมีการสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเว็บไซต์ ซึ่งควรจะมีการเขียนบทความ สร้างเนื้อหา และประชาสัมพันธ์เนื้อหาที่มีคุณค่าไว้บนเว็บไซต์ เพื่อเรียกความสนใจจากทั้งผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ทั้งที่เข้ามาในเว็บไซต์ของคุณโดยตรง และจากหน้าเว็บไซต์อื่นที่คุณไปฝากลิงก์หรือโพสต์เนื้อหาเอาไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับต้นๆ ได้

สำหรับ Social Bookmarking นั้นถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถทำให้ผู้ใช้ทั่วไปได้รับข้อมูล หรือค้นหาหัวข้อเรื่องที่สนใจได้อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็ต้องตระหนักไว้ด้วยว่า Social Bookmarking ไม่สามารถเข้ามาใช้แทนที่ Search Engine ได้ แต่คุณสามารถนำ Social Bookmarking มาใช้เป็นเส้นทางใหม่ในการเพิ่มจำนวนการเข้าชมเว็บไซต์

Social Bookmarking ถือเป็นหนทางหนึ่งที่คุณจะแสดงความสนใจในหมวดหมู่หรือเรื่องราวต่างๆ และยังสามารถแบ่งปันไปให้กับผู้อื่น โดยปัจจุบันได้มีเว็บไซต์ที่ให้บริการในลักษณะของ Social Bookmarking อยู่มากมาย ซึ่งบริการนี้มักให้บริการกันอย่างฟรีๆ อีกทั้งยังสามารถทดลองใช้บริการที่หลากหลายของ Social Bookmarking ได้ด้วย ซึ่งคุณควรจะใช้เวลาเพื่อศึกษาเกี่ยวกับความสามารถของ Social Bookmarking ให้มาก รวมทั้งบริการต่างๆ ที่สามารถใช้ Social Bookmarking ทำได้ เพื่อจะได้เลือกระบบการให้บริการที่ตรงตามความต้องการของคุณ

นอกจากนี้ Social Bookmarks ยังอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถจัดเก็บ แยกหมวดหมู่ แบ่งปัน และค้นหาเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจด้วยการใช้ Tags ซึ่ง Tags จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดแบ่งข้อมูลออกเป็นกลุ่มๆ ทำให้ค้นหาได้ง่ายขึ้น โดย Social Bookmarks สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเนื้อหาได้หลากหลายชนิด เช่น เว็บไซต์, Blogs, PDFs, เสียง, วิดีโอ, รูปภาพ และใช้เป็นเครื่องมือต่างๆ ซึ่งเว็บไซต์หลักๆ ที่ให้บริการในแบบ Social Bookmarking ได้แก่ del.icio.us, Furl.net, Stumbleupon.com และ Google Bookmarks


การใช้ Social Bookmarking ทำการตลาด
นักการตลาดสามารถใช้ Social Bookmarks เพื่ออนุญาตให้ผู้เข้าเยี่ยมชมแบ่งปันคอนเท็นต์ให้กับผู้อื่น โดยจะมีฟังก์ชันการส่งต่อไปให้เพื่อนๆ และยังสามารถแสดงคอนเท็นต์ไปยังเว็บไซต์ที่ให้บริการแบบ Social Bookmarking เพื่อช่วยในการผลักดันจำนวนการจราจรบนเว็บไซต์ และอัตราการลิงก์ไปยังเว็บไซต์ให้สูงขึ้น

หัวใจหลักของการทำตลาดด้วย Social Bookmarking คือ การเข้าถึงคอนเท็นต์ หรือนำเสนอเครื่องมือให้กับผู้เข้าเยี่ยมชมที่ต้องการอ่านเนื้อเรื่องที่เขาสนใจ มีประโยชน์ มีคุณค่า รวมถึงสินค้า โดยจะต้องคิดแนวทางการนำเสนอสินค้าอย่างสร้างสรรค์ เนื้อหาดึงดูดใจผู้อ่าน ซึ่งควรจะพิจารณาจากประเด็นเหล่านี้

- เขียนหัวข้อเรื่องให้น่าสนใจ ดึงดูดผู้อ่าน

- สร้างเนื้อหาที่อ่านได้ง่ายๆ ทางออนไลน์ เหมือนกับการอ่านเนื้อหาบน Blog จากนั้นก็ทำบัญชีรายชื่อเรื่อง และทำอักษรตัวหนาตรงหัวข้อเรื่องเพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้น

- นำเสนอเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ และมีความเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณ

- เลือกหัวข้อที่น่าสนใจ

- เลือกใช้คีย์เวิร์ดที่มีความสำคัญในการนำเสนอสินค้าและบริการ

- ใช้รูปแบบคอนเท็นต์ที่เหมาะสมกับผู้อ่าน


การกระตุ้นผู้บริโภคด้วยป้ายคำพูด (Tags) ในหน้าเนื้อหา หรือการวางปุ่มต่างๆ ไว้ที่ส่วนบนหรือแต่ละหน้าของบทความก็สามารถทำได้เช่นกัน อีกทั้งยังมีการค้นพบว่า Social Bookmarking เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารชั้นเยี่ยม แล้วยังช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อ่านอีกด้วย นอกจากนี้ยังถือเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมที่เข้ามาช่วยขจัดปัญหาด้านข้อมูลที่มีความยุ่งเหยิง ไม่ชัดเจน ให้กลายเป็นหมวดหมู่ ข้อมูลมีความเป็นระเบียบมากขึ้น

การนำเนื้อหาไปโพสต์บนเว็บไซต์ที่ให้บริการด้าน Social Bookmarking ต้องเข้าใจในเรื่องความยืดหยุ่นในการสื่อสารที่อาจจะต้องมีช่องทางเพิ่มขึ้น และต้องสร้างชื่อเสียง ความมีหน้ามีตาให้กับเว็บไซต์คุณด้วย อีกทั้งยังควรเข้าไปร่วมกับเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านนี้หลายๆ แห่ง และทำให้เว็บไซต์ของคุณมีส่วนร่วมในนั้น

ที่สำคัญคือ ต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์ สร้างเพื่อน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือกับผู้อื่นด้วยการโพสต์ข้อความที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจะทำให้เกิดการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังต้องเปิดกว้างที่จะให้ส่งข้อความนั้นต่อ เปิดรับความคิดเห็น มีการให้คะแนนบทความเนื้อหานั้น สร้างความสัมพันธ์กับเนื้อหาอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกัน และสร้าง Tags หรือป้ายคำพูดที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่คุณเขียน

การสร้างเนื้อหาขึ้นมาเพื่อใช้กับ Social Bookmarking นั้น นักการตลาดมักจะมองข้ามความต้องการของผู้อ่านว่าจริงๆ แล้วผู้อ่านสนใจอะไร ต้องการที่จะรู้เรื่องอะไร ทำให้เนื้อหาที่สร้างขึ้นมาอาจไม่ตรงกับความสนใจ ซึ่งก็จะไม่ช่วยเพิ่มจำนวนการจราจรเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ ดังนั้นการพิจารณาในเรื่องบทบาทของเนื้อหาจึงต้องมีการสร้างกระบวนการเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุด โดยควรพิจารณาจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้

- มีบริเวณที่แสดงความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา บทความ หรือผลิตภัณฑ์

- เพิ่มส่วนบริการหรือผลิตภัณฑ์ขายดี

- เพิ่มส่วนการค้นหาทั้งด้านบนสุดและส่วนท้ายสุดของหน้าเว็บไซต์ หรือในเนื้อหานั้นๆ

- มีป้ายคำพูด (Tags) ที่หลากหลาย

- มีอีเมลสำหรับติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์

- มีบริการ RSS

- ถ้าเป็นธุรกิจที่มีการซื้อ-ขายเป็นหลัก ควรจะมีช่องทางสำหรับติดต่อหลายๆ ช่องทาง เช่น อีเมล หมายเลขโทรฟรี และที่ตั้งร้านที่จัดจำหน่ายสินค้า

- มีป้ายคำพูด (Tags) และคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เพื่อช่วยเพิ่มจำนวนการจราจรเข้ามาในเว็บไซต์

- อนุญาตให้ผู้เข้าเยี่ยมชมแสดงความคิดเห็นได้

- มีช่องสำหรับใส่อีเมลเพื่อส่งต่อไปให้เพื่อนๆ ของผู้เข้าเยี่ยมชม

- ผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถพิมพ์เนื้อหา บทความ จากทางหน้าเว็บไซต์ได้ โดยต้องเป็นเวอร์ชั่นที่พิมพ์ออกมาแล้วมี URL ของหน้าเว็บไซต์นั้น รวมทั้งมีข้อความทางการตลาดติดไปด้วย นอกจากนี้ก็ควรมีรายละเอียดของหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้โทรศัพท์ไปสอบถามได้ฟรี และร้านค้าที่จัดหน่ายสินค้าตามความเหมาะสม


นอกจากนี้การใช้ Social Bookmarking นั้นอาจจะต้องมีการทดลองใช้ก่อนที่จะนำบทความฉบับจริงขึ้นไปบนเว็บไซต์เพื่อขับเคลื่อนการจราจรที่จะหลั่งไหลเข้ามาบนเว็บไซต์คุณมากขึ้น รวมทั้งต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับทุกการสื่อสารที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม เพราะถ้าหากเนื้อหาของคุณเกิดได้รับความนิยมขึ้นมา คุณอาจจะต้องขยายเซิร์ฟเวอร์เพื่อรองรับจำนวนการจราจรที่เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้น

การวัดผลตอบรับจากการใช้ Social Bookmarking
ตั้งแต่ที่ Social Bookmarking ได้พุ่งเป้ามาที่การแบ่งปันข้อมูลให้กับสังคมในวงกว้าง ทำให้ทุกคนที่อยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้ในวงกว้างมากขึ้น และการเข้าไปมีส่วนร่วมได้กลายเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการกำหนดค่าวัดประสิทธิภาพของการใช้ Social Bookmarking จึงประกอบไปด้วย

- เนื้อหาที่ทำการคั่นหน้า (Bookmarked Content) ควรตรวจสอบว่าบทความไหนที่ผู้อ่านมีการคลิกเข้าไปอ่านเนื้อหาบ้าง อีกทั้งยังต้องตรวจสอบป้ายคำพูด (Tags) ที่อยู่ในบทความนั้นซึ่งถูกคลิกไปเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่ม

- จำนวนการจราจร (Traffic) ตรวจสอบจำนวนของผู้เข้าเยี่ยมชม ที่เข้ามาอ่านแต่ละบทความ ซึ่งได้มีการโพสต์ไปบนเว็บไซต์ที่ให้บริการด้าน Social Bookmarking ในหลายๆ แห่ง รวมทั้งตรวจสอบบทความที่ถูกทำคั่นหน้า (Bookmark) เพิ่มจากผู้เข้าเยี่ยมชมด้วย

- การจัดอันดับ (Rankings) ตรวจสอบวิธีการที่จะทำให้เนื้อหาที่สร้างขึ้นมานั้นถูกแสดงขึ้นมาบนหน้าเว็บไซต์ที่ให้บริการด้าน Social Bookmarking เพื่อจะได้ทำให้เนื้อหาที่คุณสร้างขึ้นมาถูกแสดงขึ้นมาในอันดับต้นๆ

- การเชื่อมต่อ (Links) ทุกครั้งที่มีการคลิกไปยังเนื้อหาที่คุณได้ทำคั่นหน้าไว้ (Bookmark) ให้ส่งผลตอบรับกลับมายังเว็บไซต์คุณ โดยข้อมูลเหล่านี้จะเข้ามาช่วยในเรื่องการวิเคราะห์กระบวนการค้นหาของผู้เข้าเยี่ยมชม

- ผลกระทบกับแบรนด์สินค้า (Branding Impact) เพิ่มแหล่งที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของคุณในเชิงบวก

- รายได้ (Revenues) สำหรับเนื้อหาบนเว็บไซต์สามารถประเมินจำนวนหน้าที่คนเข้ามาดู และนำมาตั้งอัตราค่าโฆษณาได้ ยิ่งถ้ามีคนเข้าเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก อัตราค่าโฆษณาก็จะยิ่งแพง ซึ่งถ้าคุณทำให้มีคนเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณมาก ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสของการทำรายได้ให้กับคุณมากขึ้น

- ค่าใช้จ่าย (Expenses) ประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับการสร้างเนื้อหาพิเศษขึ้นมาว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไร


Social Bookmark ทำให้นักการตลาดมีหนทางอื่นในการดึงดูดผู้บริโภค และยังสร้างโอกาสด้วยการแบ่งปันข้อมูลที่น่าสนใจให้กับผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่สร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว คราวนี้ก็อยู่ที่คุณจะผสมผสานการทำตลาดในรูปแบบไหนให้เป็นสูตรที่เหมาะสมกับธุรกิจและลูกค้าของคุณ

ที่มา: www.ecommerce-magazine.com

ทำการตลาดด้วย Social Bookmarking (ตอนที่ 1)

หลังจากที่ Web 2.0 ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่ทำให้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนับล้านคนก้าวเข้ามาอยู่ในสังคมเดียวกัน มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะคนที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี อีกทั้งยังได้สร้างคอนเท็นต์รูปแบบใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นบนโลกอินเทอร์เน็ตอีกมากมาย

การเรียนรู้เกี่ยวกับ Social Bookmarking หรือคั่นหน้าแบบรวมกลุ่มนั้น จึงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการเริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากเข้าไปสมัครใช้บริการตามแหล่งที่ให้บริการแบบ Free Account อย่างเช่น Digg (www.digg.com) หรือ del.icio.us (http://del.icio.us) ซึ่งถือว่าเป็นสองค่ายใหญ่ที่ให้บริการในรูปแบบนี้ จากนั้นก็เริ่มเรียนรู้ว่าเว็บไซต์ในลักษณะของ Social Bookmarking นั้นทำงานอย่างไร


คั่นหน้าแบบรวมกลุ่ม (Social Bookmarking) คือบริการบนเว็บไซต์ที่แบ่งปันการคั่นหน้าอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์บริการคั่นหน้าแบบรวมกลุ่มเป็นที่นิยมในการจัดเก็บ แบ่งหมวดหมู่ แบ่งปัน และค้นหาลิงก์ด้วยเทคนิคโฟล์กโซโนมี (Floksonomy) บนอินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ต


โฟล์กโซโนมี (Folksonomy) คืออนุกรมวิธานที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง ซึ่งใช้ในการแบ่งหมวดหมู่และค้นคืน หน้าเว็บไซต์ รูปภาพ ตัวเชื่อมโยงเว็บไซต์ และเนื้อหาบนเว็บไซต์อื่นๆ โดยใช้กินติดป้ายที่ไม่จำกัดข้อความ โดยปกติโฟล์กโซโนมีทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต แต่อาจจะถูกนำไปใช้ในบริบทอื่นเช่นกัน


กระบวนการการติดป้ายแบบโฟล์กโซโนมีเจตนาที่จะเพิ่มความง่ายในการค้นหา ค้นพบ และหาตำแหน่ง เมื่อเวลาผ่านไปโฟล์กโซโนมีที่พัฒนาขึ้นมาอย่างดีตามหลักการแล้ว สามารถใช้เป็นรายการคำศัพท์ที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งสร้างขึ้นมาโดยผู้ใช้อันดับแรก โดยเว็บไซต์ที่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในใช้การติดป้ายแบบโฟล์กโซโนมีคือ del.icio.us


เนื่องจากโฟล์กโซโนมีพัฒนาขึ้นในสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง โดยทั่วไปแล้วผู้ใช้จึงสามารถค้นพบได้ว่าใครเป็นผู้ติดป้ายโฟล์กโซโนมี และสามารถดูได้ว่าผู้ใช้คนอื่นสร้างป้ายอะไรขึ้นมาบ้าง

นอกจากการคั่นหน้าสำหรับหน้าเว็บไซต์แล้ว บริการคั่นหน้าสำหรับเฉพาะเนื้อหาบางหัวข้อหรือเฉพาะสำหรับการจัดรูปแบบบางแบบ เช่น ฟีด หนังสือ วีดิทัศน์ รายการสินค้าและบริการ ที่ตั้งในแผนที่ สถานที่ทำเหล้าองุ่น ฯลฯ ก็สามารถพบได้ ซึ่งคั่นหน้าแบบรวมกลุ่มนี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ข่าวแบบรวมกลุ่ม


ระบบการทำงานแบบ Social Networking ยังเป็นตัวอย่างหนึ่งที่อนุญาตให้คุณออกแบบ Tags ของตัวเองหรือคีย์เวิร์ดสำหรับแต่ละ URL ที่คุณบันทึกลงไป ซึ่งทำให้ง่ายในการหาในทุกเว็บไซต์ที่มีการจัดหมวดหมู่ที่หลากหลาย และยังสามารถให้ความคิดเห็นบนนั้น และแบ่งปัน (Share) ความคิดเห็นของคุณ และรายชื่อที่อยู่ใน Bookmarks ของคุณไปให้กับผู้อื่น


อย่างเช่นที่ del.icio.us (ดิลิเชียส) ที่เป็นเว็บไซต์สำหรับเก็บเว็บ Bookmarks ที่เชื่อมยังกันในลักษณะเครือข่ายชุมชน (Social Networking) ที่ได้รับความนิยมสูง เปิดบริการเมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) พัฒนาระบบโดยโจชัว สแคชเทอร์ (Joshua Schachter) ซึ่งบริษัท Yahoo! ได้ซื้อ del.icio.us ไปในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2548


ลักษณะการทำงาน del.icio.us คือ ผู้ใช้สามารถเก็บ Bookmarks ไว้บนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สามารถเรียกใช้ข้อมูลที่ไหนก็ได้ แตกต่างจากการเก็บ Bookmarks ธรรมดาที่เรียกใช้ได้เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ โดยคุณสมบัติเด่นที่แตกต่างจากเว็บ Bookmarks ทั่วไปคือ มีการเชื่อมโยงรายชื่อเข้ากับ Bookmarks ของผู้ใช้รายอื่น ซึ่งทำให้รู้ว่าเว็บไซต์นั้นมีผู้ใช้กี่คนที่ได้ทำ Bookmarks ไว้


การทำงานของระบบในเว็บ del.icio.us นั้นจะมีการสร้างจาวาสคริปต์ไว้ที่แถบ Bookmarks ของผู้ใช้ และเมื่อผู้ใช้ต้องการบันทึกหรือเรียกใช้ เพียงแค่กดปุ่มนั้นแล้ว Bookmark จะถูกบันทึกอย่างอัตโนมัติเข้าสู่อินเทอร์เน็ต


ส่วนคุณสมบัติอื่นของ del.icio.us คือความสามารถในการจัดหมวดหมู่ Bookmarks อย่างอัตโนมัติ และการฟีด (Feed) ส่งข้อมูล Bookmarks ล่าสุดเข้าสู่แหล่งข้อมูลอื่น เพื่อดูได้ว่าเว็บไซต์ใดกำลังเป็นที่นิยม และมีผู้ใช้บันทึกมากที่สุด


การใช้งานบนเว็บ del.icio.us ทั้งหมดเป็นการใช้ฟรีโดยไม่ต้องเสียเงิน อีกทั้งผู้พัฒนาโปรแกรมที่ต้องการพัฒนาบริการให้ต่อยอดขึ้นไปนั้น ยังสามารถดาวน์โหลด API ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ de.lirio.us ที่เป็นเว็บโอเพนซอร์สของ de.icio.us เอง


ส่วนสังคมที่มีหน้าตาเหมือนกันหรือคล้ายๆ กันนี้ ก็จะมีรูปแบบการใช้งานหรือการทำงานที่ต่างกันไป ซึ่งก็ต้องใช้ความสามารถในการเรียนรู้จากเว็บไซต์ในลักษณะที่เป็น Social Networking ที่อื่นๆ ด้วย แต่สำหรับในขณะนี้นั้น เว็บไซต์ที่เป็นแบบ Social Bookmarking นั้นถือว่าได้รับความนิยมอย่างสูงทีเดียว


เว็บไซต์ในลักษณะของ Social Bookmarking สามารถสร้างปรากฏการณ์ให้กับการทำตลาดทางอินเทอร์เน็ตของคุณได้ใน 3 ทางด้วยกัน ได้แก่

1. ได้รับฟีเจอร์ให้อยู่ช่วงด้านหน้าของเว็บไซต์ที่เป็นแบบ Bookmarking
2. สามารถถูกค้นพบโดยผู้ที่ชอบทำคั่นหน้าเว็บ (Bookmarkers) ซึ่งมีความสนใจในหัวข้อเดียวกัน หรืออยู่ในกลุ่มเดียวกัน
3. สามารถเพิ่มจำนวนลิงก์ให้กับเว็บไซต์ของคุณได้จากหน้า Bookmarks สาธารณะ (Public Bookmark Pages)

ในขณะที่การทำการตลาดแบบ Viral Marketing หรือแคมเปญที่ใช้ลิงก์สร้างแรงดึงดูดใจ ได้สร้างความสำเร็จในการใช้ด้วยการเข้าไปเป็นหนึ่งในฟีเจอร์บนเว็บแบบ Bookmarking แต่ผลลัพธ์ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นการเพิ่มจำนวนการจราจร (Traffic) บนเว็บไซต์ในระยะสั้นเท่านั้น ส่วนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีที่ 2 และ 3 นั้นจะสร้างผลกระทบอย่างมากกับธุรกิจขนาดเล็ก


ตั้งแต่ที่ผู้ทำคั่นหน้าเว็บไซต์ (Bookmarkers) ซึ่งในขณะเดียวกันก็เรียกว่า “Taggers” นั้นสามารถแบ่งปัน (Share) บรรดา Bookmarks ที่ตัวเองได้ทำเอาไว้ต่อสาธารณะได้ ผู้ใช้บริการอื่นๆ ที่ใช้บริการที่คั่นหน้า (Bookmarking) อยู่แล้วนั้นต่างก็ตื่นตัวไปกับเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมในด้านนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วผู้ใช้เหล่านั้นก็ไม่ได้มีการตระหนักในเรื่องการสร้างจำนวน Traffic ให้กับลิงก์ต่างๆ เหล่านั้นโดยตรง


บางทีแหล่งที่สร้างพลังให้กับการเพิ่มการจราจรได้มากที่สุด ก็น่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาในอันดับต้นๆ จากเหล่าเว็บไซต์ที่ให้บริการด้าน Search Engine ซึ่งภายในเว็บต่างๆ เหล่านั้นได้มีการโยงใยไปยังเว็บไซต์อื่นๆ อีกเหมือนใยแมงมุมที่เชื่อมต่อถึงกันไปเรื่อยๆ ด้วยการทำหน้า Bookmarks แบบสาธารณะ ที่ใครจะเข้าไปใช้ก็ได้ในหลายๆ เว็บไซต์ที่เปิดให้บริการด้าน Bookmarking


อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าคุณใส่ลิงก์ของเว็บเพจของคุณเข้าไปสักสองโหลหรือมากกว่านั้นบนเว็บไซต์แบบ Bookmarking อีกทั้งวิธีการนี้ยังช่วยเพิ่มอัตรา PageRank ให้กับคุณได้ในอีกทางหนึ่งด้วย


แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ใช่ทุกเว็บไซต์ที่จะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการทำ Social Bookmarking และไม่ใช่ว่าทุกเว็บไซต์ที่เป็น Social Bookmarking จะเป็นทางผ่านให้คุณสามารถเพิ่มอัตรา PageRank บนหน้าเว็บไซต์ของคุณได้


ทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกคั่นหน้าเว็บไซต์เอาไว้ (Bookmarked) คือ การกระตุ้นผู้เข้าชมเว็บไซต์ และส่งอีเมลจดหมายข่าวให้กับสมาชิก เพื่อทำการคั่นหน้าเว็บไซต์คุณไว้ แต่ทั้งนี้จะต้องทำให้การคั่นหน้าเว็บไซต์ของคุณทำได้ง่ายที่สุด ซึ่งก็มีอยู่หลากหลายหนทางด้วยกันที่จะสร้างไอคอนสำหรับทำ Bookmarks ให้ปรากฏขึ้นมา เพื่อลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์ของคุณ อย่างเช่นที่ AddThis.com ซึ่งเปิดให้บริการกันอย่างฟรีๆ เป็นต้น


ไม่ว่าจะธุรกิจอะไรก็ตาม เชื่อว่าสามารถทำการตลาดด้วย Social Bookmarking ได้ทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นการช่วยสนับสนุนให้เว็บไซต์มีจำนวนการจราจรทั้งในแง่ภายในเว็บไซต์ และในแง่ของคนผู้เยี่ยมชมที่เข้ามายังเว็บไซต์เพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการทำ Bookmarks จะเป็นฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมต่อไปในอนาคต และเป็นสิ่งที่ทุกๆ ธุรกิจมองหาอยู่


ในตอนต่อไปเราจะมาดูว่าจะใช้ Social Bookmarking มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยทำการตลาดได้ในแง่ไหนบ้าง เราจะใช้ปัจจัยอะไรในการวัดผลที่ได้จากการทำตลาดด้วย Social Bookmarking ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่จะกล่าวถึงในฉบับต่อไป

ที่มา:www.ecommerce-magazine.com